August 3, 2020

แหล่งรวมข่าว ฟุตบอล กีฬาวันนี้ ยอดนิยม ที่มีการแข่งขันตลอดทั้งปีอัพเดทครบทุกลีก

บอล เด็ด วัน นี้ ข่าว กีฬา ฟุตบอล กีฬา วัน นี้ ผล บอล พรีเมียร์ ลีก ข่าว กีฬา ล่าสุด

สรุปเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นใน พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 29 หลังจากผ่านไป 9 คู่

พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 29

สิ่งที่น่าสนใจ คงหนีไม่พ้นเกม แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 แต่ในคู่อื่นๆ ก็มีเรื่องราวให้พูดถึงอยู่เหมือนกัน ตลอดการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 29 ในซีซั่นนี้

ไม่ว่าจะเป็นเกมคู่แรกของสัปดาห์ อย่างนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัธ ไปได้ 2-1 หรือจะเป็นศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ อาร์เซน่อล เอาชนะ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด 1-0 และนี่คือสิ่งที่น่าสนใจ หลังจบการแข่งขันสัปดาห์ที่ 29 ของฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 29 ฤดูกาลนี้

โอเล่

1.โอเล่ เริ่มลบคำสบประมาทให้กับตัวเองได้

ก่อนหน้านี้ เราเห็นกันเต็มโลกโซเชี่ยล ในช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่กลางตาราง และสะดุดแพ้ทีมเล็กเป็นประจำ ว่าให้ไล่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ออกไป เนื่องจากแนวทางการเล่นของทีมนั้นไม่เป็นสับปะรดเลย

แต่ตอนนี้ และในเกมนัดที่ผ่านมา เขาพาทีมเอาชนะคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 และทำสถิติเป็นกุนซือในรอบ 10 ปีที่สามารถเอาชนะ ซิตี้ ได้ทั้งไปและกลับ

คนล่าสุดที่ทำได้ ก็คือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในปี 2010 และหลังจากเปลี่ยนกุนซือมา 3 คน ก็มีเขานี่แหละครับ ที่กลับมาทำผลงานตรงนี้ได้

แถมเขายังเป็นกุนซือคนแรกในรอบ 59 ปี ที่เอาชนะไปกลับได้กับ เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลเดียวอีกด้วย ซึ่งกุนซือในตอนนั้น ก็คือ เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ นั่นเอง

ซึ่งในฤดูกาลนี้ รวมทุกรายการ เจอกัน 4 ครั้ง โซลชา เอาชนะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปได้ 3 จาก 4 เกมเลยนะครับ ฟอร์มแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

แถมในตอนนี้ เขาพาลูกทีม ไม่แพ้ใคร 10 เกมติดต่อกันเข้าไปแล้วนะครับ สถิติรันยาวๆ แบบนี้ มันเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเข้ามาคุมทีมตอนแรก ไม่แพ้ใคร 11 เกมติดต่อกัน

นั่นเป็นคำตอบที่ โซลชา พยายามจะแสดงให้เห็น ให้แฟนบอลได้คิดกันแล้วว่า เขาคู่ควรหรือไม่ กับการรับงานตรงนี้

เมื่อมีเวลา เมื่อได้ตัวผู้เล่นที่ต้องการ ทุกๆ อย่างมันก็เริ่มลงตัว นักเตะที่ซื้อเข้ามา ก็สามารถทำได้ตามโจทย์ และผู้เล่นทุกๆ คนก็ปรับทัศนคติที่ดีขึ้น จนทำให้ทีมกลายมาเป็นแบบนี้

ท้ายฤดูกาล จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งสำหรับ โซลชา ว่าเหมาะสมหรือไม่กับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

2.แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ควรต้องยกเครื่องแผงหลังใหม่

ทีม “เรือใบสีฟ้า” เสียไปแล้ว 31 ประตู หลังจากผ่านไป 28 นัด เสียมากกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 ลูกแล้วนะครับ และยังเสียมากกว่า ลิเวอร์พูล, เลสเตอร์ ซิตี้ และ เชฟฟิลด์ ยูไเนต็ด อีกด้วย

ซีซั่นที่แล้ว พวกเขาเสียไปเพียง 23 ประตู ส่วนในปีที่ได้ 100 คะแนน ก็เสีย 27 ลูก ขณะที่ฤดูกาลแรกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทีมจบที่ 3 ซึ่งก็เสียไป 39 ลูก จาก 38 เกม

ถ้านับเป็นค่าเฉลี่ย ตอนนี้ ซิตี้ เล่นไป 28 เกม เสีย 31 ลูก คิดเป็น 1.1 ประตูต่อเกม ขณะที่ซีซั่นนั้น เล่น 38 นัด เสีย 39 ลูก คิดเป็น 1.02 ประตูต่อเกม

มันแสดงให้เห็นเลยว่าเกมรับ เมื่อขาด อายเมอริค ลาปอร์กต์ และรวมถึงฟอร์มของ จอห์น สโตน ที่ตกลงไป ยิ่งการมี นิโกลัส โอตาเมนดี้ ลงสนาม มันยิ่งกลายเป็นบ่อให้กับทีมอีกด้วย

ตั้งแต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คุมทีมมา นี่เป็นการพ่ายแพ้ในเกมลีก เยอะที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาล ก่อนหน้านี้คุมทั้ง บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค เขายังไม่เคยแพ้ถึง 7 เกมเลย

นั่นเป็นเหตุผลแล้วว่าทำไม แมนฯ ซิตี้ ควรจะต้องเสริมทัพในตำแหน่งกองหลังใหม่ ถ้าพวกเขายังต้องการที่จะไล่ล่าแชมป์ลีกในฤดูกาลหน้าอยู่

แลมพาร์ด

3.เชลซี รูปแบบใหม่ของ แลมพาร์ด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เชลซี ทำผลงานได้อย่างสุดยอดนะครับ ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 ฟอร์มเกมรุกของพวกเขาอยู่ในช่วงที่ดีเอามากๆ

หลังจากสร้างความมั่นใจด้วยการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในเกม เอฟเอ คัพ ก็มาถล่มใส่ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ได้อีก กลายเป็นว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ปราบหัวหน้าเก่าของทีมไปแล้ว 2 ราย ก่อนหน้านี้ก็เชือด โชเซ่ มูรินโญ่ มาแล้ว

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจในเกมนี้อีกหนึ่งอย่างคือฟอร์มการเล่นของ บิลลี่ กิลมัวร์ ที่เล่นดีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกมกับ ลิเวอร์พูล

เขาได้รับหน้าที่ให้ลงเล่นในตำแหน่งของ จอร์จินโญ่ ที่ติดโทษแบน ซึ่งก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และถ้าเราไปดูรายชื่อผู้เล่นของ เชลซี ชุดนี้ ต้องบอกเลยว่าเหลือเชื่อมากๆ

ใครจะคิดล่ะครับ จากสโมสรที่เป็นผู้ริเริ่มในการซื้อตัวเพื่อความสำเร็จ จากการเข้ามาของ โรมัน อับราโมวิช กลับกลายเป็นทีมที่มีผู้เล่นจากอคาเดมี่ มีนักเตะดาวรุ่งในทีมมากมาย

เคิร์ท ซูม่า, ฟิกาโย่ โตโมริ, รีซ เจมส์, เมสัน เมานท์, บิลลี่ กิลมัวร์, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, แทมมี่ อับราฮัม นี่คือรายชื่อของผู้เล่นที่ แลมพาร์ด เลือกใช้งาน จริงๆ จะมี ฟาอุสติโน่ อันโยริน อีกหนึ่งราย แต่แข้งวัย 18 ปี คงจะยังไม่ได้ลงเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก

แต่แค่ 7 คน ก็ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่เยอะเอามากๆ เลยนะครับ ถ้าเทียบกับสิ่งที่เคยเป็นมา นับย้อนไปแค่ไม่กี่ปี ทีมยังไม่เป็นแบบนี้เลย ขนาดตัวของ แลมพาร์ด เอง สมัยเป็นนักเตะให้ เชลซี เขาก็ไม่ได้มาจากอคาเดมี่ของทีมเช่นกัน

นั่นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ยุคใหม่” อย่างชัดเจน และเขาก็แสดงให้เห็นว่าการซื้อนักเตะเข้ามามากมาย อาจจะไม่ได้เป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป

ขนาดทีมอุดมไปด้วยแข้งดาวรุ่งมากมาย พวกเขายังคงครองอันดับ 4 เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และแน่นอนว่าพวกเขายังมีโอกาสในการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ รวมอยู่ด้วย

น่าสนใจมากๆ ว่าในฤดูกาลต่อๆ ไป เชลซี จะพัฒนาไปทางด้านไหน อย่างไร

ลิเวอร์พูล

4.ลิเวอร์พูล สร้างความมั่นใจก่อนดวล ตราหมี

หลังจากพบกับความพ่ายแพ้ 3 จาก 4 เกม ลิเวอร์พูล ก็กลับมาเก็บชัยชนะได้อีกครั้งแล้ว ด้วยการเปิดบ้านเฉือน บอร์นมัธ ไป 2-1

แน่นอนว่ารูปเกมอะไรต่างๆ ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่าอยู่แล้วครับ เพียงแต่การเสียประตูแรก อาจจะทำให้แฟนๆ หวั่นใจ ว่าภาพเกมที่แพ้ วัตฟอร์ด มันจะย้อนกลับมาอีกครั้ง

แต่สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาสักช่วงเล็กๆ ก่อนหน้านี้ อย่างการทำประตูของ ซาดิโอ มาเน่ ก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง

มันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับ “หงส์แดง” และ เจอร์เก้น คล็อปป์ อีกหนึ่งหน หลังจากที่ดูเหมือนจะแผ่วๆ ลงไปในช่วงก่อนหน้านี้

เรื่องของการเป็นแชมป์ลีก คงไม่ต้องพูดถึงโอกาสพลิกล็อกกันแล้วนะครับ ลิเวอร์พูล จะคว้าแชมป์ลีกในรอบ 30 ปี ได้เป็นที่แน่นอน อยู่ที่ว่าจะได้เมื่อไหร่เท่านั้น

แต่ที่สำคัญคือเรื่องความมั่นใจ ที่พวกเขาจะต้องเรียกให้กลับมา รวมถึงฟอร์มการเล่น ก่อนที่จะพบกับ แอตเลติโก มาดริด ในช่วงกลางสัปดาห์

วันพุธที่ 11 มีนาคมนี้ “หงส์แดง” จะเปิดรัง แอนฟิลด์ พบกับ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งถือว่าเกมนี้ อาจจะประจวบเหมาะพอดีที่ทำให้พวกเขาได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมาดูกันว่า เกมกับ บอร์นมัธ จะส่งผลในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้มากน้อยขนาดไหน และนี้คือทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ 29