ขุนพลดังเป็นแชมป์โลก

เชื่อหรือไม่ 4 ขุนพลดังเป็นแชมป์โลก แบบไม่ต้องเสียหยาดเหงื่อ

ฟุตบอลโลกคือทัวร์นาเม้นต์ที่ใครก็แล้วแต่ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ต่างอยากจะเข้าไปสัมผัสกันสักครั้ง เพราะนั่นคือเกียรติประวัติแห่งการเป็น ขุนพลดังเป็นแชมป์โลก เลยทีเดียว แต่ไกลกว่านั้นนั่นคือการมีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลกนี่สิ มันยากยิ่งกว่า แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีตำนานลูกหนังบางคน เคยคว้าแชมป์โลกแบบไม่ต้องลงเล่นด้วยก็มีมาแล้ว แต่จะมีใครกันบ้าง มาตามติดเรื่องกันเลยจ้า

ตามรอยตำนาน 4 ขุนพลดังเป็นแชมป์โลก โดยไม่ต้องลงสนาม

เปเป้

  1. เปเป้ (1958และ1962)

นี่คือตำนานของซานโต๊ส และเพื่อนร่วมทีมของเปเล่ ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เขาถูกจดบันทึกเอาไว้ว่า มีดีกรีเป็นแชมป์โลกสองสมัย แต่เขาไม่ได้ลงสัมผัสเกมในรอบสุดท้ายเลยแม้แต่นัดเดียว ซึ่งเหมือนกับว่า เขาไปท่องเที่ยวในสวีเดนและชิลี มากกว่า ซึ่งเขาโชคร้ายที่ติดทีมไปในยุคของนักเตะพรสวรรค์ของบราซิลล้นทีม ทำให้ไม่มีโอกาสได้ลงเล่น เพราะดาวเด่นช่วงนั้นนอกจากเปเล่แล้ว ยังเป็นช่วงสุดยอดของการินช่า และ วาว่า อีกด้วย แต่จริงๆ แล้วเขาก็มีสถิติการยิงประตูให้ทีมแซมบ้าไม่น้อย เมื่อซัดได้ทั้งสิ้น 21 ประตู จาก 44 นัด แต่มันไม่ใช่สำหรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ฟรังโก้ บาเรซี่

  1. ฟรังโก้ บาเรซี่ (1982)

ตำนานแนวรับผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นลิเบอโร่ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกรายนี้ ยังสะสมดีกรีการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเอาไว้กับตัวได้ แต่ครั้งนั้น เขาไม่ได้สัมผัสเกมแม้แต่นัดเดียว เพราะในปี 1982 เขาเป็นเพียงดาวรุ่งที่ติดทีมไปด้วยนั่นเอง ซึ่งหลังจากที่เขากลายเป็นแนวรับระดับโลกแล้ว เขามีดีกรีเป็นแชมป์ยุโรปร่วมกับเอซีมิลานถึง 3 สมัย จนกลายเป็นตำนานแห่งวงการฟุตบอลอิตาลีและเอซี มิลาน ส่วนการลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เขาขยับเข้าใกล้ที่สุดในปี 1994 ซึ่งครั้งนั้นอิตาลีพ่ายการดวลจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศไป ทำให้แชมป์ตกเป็นของบราซิลไปนั่นเอง

ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า

  1. ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า (1986)

นี่คือกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า ผู้พาทีมฟ้าขาวผงาดครองแชมป์โลกสมัยแรกในปี 1978 ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศเลยทีเดียว การเข้าร่วมศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกครั้งในปี 1986 แม้ว่านี่จะเป็นยุคของดีเอโก้ มาราโดน่า ที่สร้างปรากฎการณ์ หัตถ์พระเจ้าขึ้นในทัวร์นาเม้นต์นี้ และก้าวไปถึงแชมป์โลกด้วยการปราบ เยอรมันตะวันตกได้ 3-2 แบบสุดมันส์ แต่พาสซาเรลล่า กลับโชคร้าย โดนโรคลำไส้เข้าเล่นงานพอดี ทำให้ต้องล้มหมอนนอนเสื่อดูรุ่นน้องลงเล่น แต่ก็ยังอยู่ในทีม และนักเตะที่ได้ลงเล่นแทนเขาอย่าง โฆเซ่ หลุยส์ บราวน์ ก็แจ้งเกิดในทัวร์นาเม้นต์นี้ เพราะเป็นคนแอสซิสต์ประตูชัยให้ เบอร์ดูชาก้า ไปทำประตูสุดท้ายคว้าแชมป์โลกมาครองจนได้

โรนัลโด้

  1. โรนัลโด้ (1994)

แม้ว่าเขาจะเป็นดาวเด่นให้กับทีมชาติบราซิลในชุดรองแชมป์โลกปี 1998 และ เป็นดาวซัลโวในฟุตบอลโลก 2002 และคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ แต่จริงๆ แล้ว เขาแอบสะสมเหรียญแห่งตำแหน่งแชมป์โลกมาตั้งแต่ปี 1994 แล้ว แต่คราวนั้น เขาเพิ่งจะอายุแค่ 17 ปี และไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียวต่างหาก ซึ่งต้องยอมรับว่า ยุคนั้น มันเป็นยุคของโรมาริโอ กองหน้ารุ่นพี่ ที่ประสานงานร่วมกับ เบเบโต้ ได้อย่างลงตัว ซึ่งโรนัลโด้ เริ่มกลายเป็นที่รู้จักจริงๆ ตอนไปโผล่กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นที่ฮอลแลนด์แล้วมากกว่า จนกระทั่งในโลกนี้ไม่มีใครไม่รู้จักลีลาการถล่มประตูที่สุดยอดและน่าตื่นเต้น จากฝีเท้าของเขา ที่ยังติดตาตรึงใจเหล่าแฟนบอลมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้เลย

นอกจากนี้ยัง ขุนพลดังเป็นแชมป์โลก คนอื่นๆอีกที่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ แต่ยิ่งน่าภูมิใจก็คงจะเป็นแข้งที่ลงแรงช่วยทีม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์มา หากต้องการทราบสถิตินี้ สามารถเข้ามาหาอ่าน ข่าวฟุตบอลล่าสุด ได้ที่นี่ มีเรื่องราวเกี่ยวกับวงการลูกหนังให้ได้อ่านกันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็มีให้อ่านครบหมด

Tags
กุนซือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ติโม แวร์เนอร์ ทีเดดบอล ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ นักฟุตบอล นักเตะ บัลลงดอร์ บาร์ซ่า บาร์เซโลน่า ปีศาจแดง ผีแดง ผู้จัดการทีม พรีเมียร์ลีก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟุตบอล มูรินโญ่ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ยูเวนตุส ยูโร 2020 ราชันชุดขาว ลิเวอร์พูล ลิโอเนล เมสซี่ สโมสรฟุตบอล หงส์แดง หลุยส์ ซัวเรซ อาร์เซน่อล เจอร์เก้น คล็อปป์ เชลซี เรอัล มาดริด เลสเตอร์ ซิตี้ แกเร็ธ เบล แมนฯ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โควิด-19 โชเซ่ มูรินโญ่ โรนัลโด้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โรเมลู ลูกากู โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ไก่เดือยทอง ไวรัสโคโรนา

Savour Your Next Holiday