โหมโรงก่อน! แนวโน้ม พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 ตอนที่ : 2

โหมโรงก่อน!-แนวโน้ม-พรีเมียร์ลีก-ฤดูกาล-2019-20-ตอนที่-2

โหมโรงก่อน! แนวโน้ม พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 ตอนที่ : 2

ในตอนที่แล้วเราได้ติดตาม แนวโน้ม พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 ตอนที่ : 1 กันไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้เราจะมาต่อเรื่องราวที่น่าสนใจก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นกัน จะมีอะไรบ้างมาติดตามกันได้เลย

แข้งยอดเยี่ยมจะตกเป็นของนักเตะอย่าง ก็องเต้

แข้งยอดเยี่ยมจะตกเป็นของนักเตะอย่าง ก็องเต้ แนวโน้ม พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 ตอนที่ : 2

ฤดูกาล 2016/17 เชลซี ขับเคลื่อนด้วยเกมในแดนกลาง เน้นเกมรับและโต้กลับเร็ว ซึ่งตัวประสานอย่าง ก็องเต้ ทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด เขาจึงได้รางวัลนี้ไปครองเหนือ เอแด็น อาซาร์ และ ดิเอโก้ คอสต้า

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ คือหนึ่งในคีย์แมนของ เลสเตอร์ ซีซั่นที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เขาได้รับคำชื่นชมล้นหลามว่าปิดทองหลังพระ แต่ในฤดูกาลถัดมา เมื่อย้ายมา เชลซี เขาได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพีเอฟเอซึ่งคู่ควรกับเขาอย่างแท้จริง เพราะเกมรับคือหัวใจของทีมชุดนั้น

อันที่จริงมันเป็นการฟันธงที่ดูจะโอเว่อร์เกินไป เพราะความหมายแท้ๆ คือ 2 ใน 3 ปีที่ผ่านมา นักเตะแนวรับเป็นเจ้าของรางวัลนี้ จาก ก็องเต้ มาที่ โม ซาลาห์ และล่าสุด เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ จากที่ 7 ปีก่อนเป็นแข้งแนวรุกทั้งหมด และด้วยตำแหน่งของมิดฟิลด์ตัวครองบอล มิดฟิลด์ตัวรับที่มีความสำคัญในเกมยุคโมเดิร์นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตำแหน่งนี้ดูจะเป็นตัวเต็ง

ดาวซัลโวยิงประตูน้อย

โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่

(แต่ประตูรวมของทุกทีมจะเพิ่มขึ้น)

ฤดูกาลที่แล้ว มีดาวซัลโวร่วมถึง 3 ราย โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ ปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยอง ที่ 22 ประตู น้อยที่สุดในรอบ 8 ปี เห็นจากรายชื่อเลยว่า ซาลาห์ และ มาเน่ อยู่ทีมเดียวกัน พวกเขาช่วยกันหาโอกาสทำประตู และใครมีช่องก็เข้าทำให้ได้ ตามแนวทางการเล่นของทีม พวกเขาทำได้ดีทีเดียว แต่ค่าเฉลี่ยก็ออกมาน่าตกใจเล็กน้อยที่ 0.5 ประตูต่อเกมเท่านั้น

มาเน่ และ ซาลาห์ ยิงประตูได้มาก แต่ก็ต้องไม่ลืมความดีในการพักบอลของ ฟีร์มิโน่ ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นที่ข้องใจอยู่ดีว่า กองหน้าตัวเป้าควรจะยิงได้มากกว่าไม่ใช่หรือ แต่ก็นั่นล่ะ การช่วยเหลือกันเพื่อทีมสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด

ด้วยแนวทางการเล่นเช่นนี้ ใครทำได้ทำ ใครยิงได้ยิง ไม่ใช่ ลิเวอร์พูล ทีมเดียวที่ใช้ระบบนี้อยู่ แต่ทุกทีมพยายามแบ่งเบาภาระของกองหน้า ไม่ว่าจะเป็นปีก กองกลาง หรือวิงแบ็ค ฟูลแบ็ค กองหลังก็ไม่เว้น ตามแบบฉบับโมเดิร์นฟุตบอล

1,072 ประตูที่เกิดขึ้นจาก 380 เกม เฉลี่ยเกมละ 2.82 ประตูกลายเป็นสถิติใหม่ข้ามผ่าน 1,066 ประตูจากฤดูกาล 2011/12 ไปเรียบร้อยแล้ว การที่ทุกคนสามารถทำประตูได้ อาจสร้างสถิติใหม่ๆ ในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง

เมื่อสักครู่ สถิติผู้เล่นยอดเยี่ยมพีเอฟเอ 2 ใน 3 ปีล่าสุดเป็นของนักเตะแนวรับ แต่ถ้าย้อนไป 10 ฤดูกาลที่ผ่านมา กองหน้าตัวเป้าที่ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมมีเพียง 3 รายเท่านั้นคือ หลุยส์ ซัวเรซ, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และ เวย์น รูนี่ย์ ตัวเลขนี้ยังประกอบได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงระบบการเล่น ที่ให้ความสำคัญกับผู้อื่นและลูกล่อลูกชน

ระบบการเล่น 4-3-3

เป็ป กวาร์ดิโอล่า

เป็ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ใช่คนแรกในโลกที่งัดแผน 4-3-3 มาใช้ แต่เขาทำให้แผนนี้กลมกล่อมที่สุด บุกขึ้นหน้า แบบแทบจะหาช่องว่างไม่ได้ ต่อบอลกับพื้นสวยงาม และได้ประตูเป็นกอบเป็นกำ

แผนการเล่น 4-3-3 เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฤดูกาลที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ใช้แนวทางนี้ ให้อิสระกับตัวริมเส้น เพิ่มขึ้นจาก 4-2-3-1 ที่เคยได้รับความนิยมมาตลอด 3 ฤดูกาลก่อนหน้านั้น สถิติของพวกเขาทั้งการยิงประตูถล่มทลาย และน่าจะยิงเพิ่มขึ้นเมื่อซีซั่นใหม่มาถึง กับแนวรับแข็งแกร่งก็ทำให้ทีมอื่นเตรียมตัวเดินตามไปอีก

แต่แม้ได้รับความนิยม การแหวกแนวก็ประสบความสำเร็จได้ เพราะ เลสเตอร์ ในซีซั่น 2015/16 ใช้แผน 4-4-2 และ เชลซี ในซีซั่นถัดมาใช้แผน 3-4-3 เหนือความคาดหมาย ใดๆ ก็ตาม แผนที่ใช้ต้องเหมาะกับนักเตะในมือ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในแสงไฟ

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เหนื่อยหน่อยสำหรับ โซลชา และการทำทีมที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ รอคอยที่จะกลับไปประสบความสำเร็จ ด้วยภาพที่ยังไม่ชัดเจน

ต้องทำความเข้าใจว่า ในฐานะทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษ พวกเขาจะได้รับการจับตาเสมอ ต่อให้อยู่ในยุคที่ตกต่ำ ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น แต่ไม่รุ่งเรืองเท่าเดิม เพียงแค่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน และเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ พวกเขาอาจเป็นโมเดลของการนำอดีตนักเตะมารับตำแหน่งผู้จัดการทีม แม้ปลายฤดูกาลที่แล้วแผ่วปลาย

ความน่าสนใจของพวกเขาอยู่ที่การกลับมาทำผลงานในฤดูกาลใหม่ให้ได้เต็มๆ จากพลังแข้งหนุ่มหน้าใหม่ และโครงการที่จะเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่การเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่ เชลซี

ไปชิงแชมป์ยุโรปอีกครั้งไหมล่ะ?

ลิเวอร์พูล แชมป์ ยูฟ่า

ปรากฏการณ์อังกฤษชิงกันทั้งหมดไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แม้แต่ละทีมคับคั่งไปด้วยแข้งต่างชาติ แต่ก็ยังมีนักเตะอังกฤษแฝงตัวอยู่ เป็นกำลังหลักบ้าง แทนข้อความว่า ฟุตบอลอังกฤษจะกลับมารุ่งเรือง

การชิงแชมป์ระดับทวีปทั้ง ยูโรปา และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตลอด 15 ฤดูกาลที่ผ่านมา มีเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้นที่ไม่มีทีมจากอังกฤษเข้าชิงอะไรเลย 2013/14 และ 2014/15 เราอาจเรียกได้ว่ายุคของใครของมัน เพราะก่อนหน้านั้น วัยรุ่นยุค 90 น่าจะจำกันได้ดีว่า อิตาลีครองโลก แต่เมื่อเวลาผันผ่านพวกเขาก็ตกรูดลง

อันที่จริงนี่ยังไม่ใช่ยุคทองของทีมจากอังกฤษ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ทีมจากสเปนทำผลงานในภาพรวมได้ดีกว่า แม้คู่ชิงเป็นทีมหน้าเดิม หน้าตาคุ้นๆ แต่ All English Final ที่เกิดขึ้นเป็นพาเหรดผู้ดีระหว่าง อาร์เซน่อล-เชลซี และ ท็อตแน่ม-ลิเวอร์พูล ก็เป็นสัญญาณที่ดี เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกทีมจาก พรีเมียร์ลีก ฮึดสู้อีกครั้ง ซึ่งเราจะได้รู้กันต่อไปว่านั่นเป็นแค่ความบังเอิญหรือเป็นความสามารถที่แท้จริง

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด นั่นคือคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เทรนด์ที่คิดว่าเป็นก็มีแนวโน้ม แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนแหวกแนว ผ่าเหล่า ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น เพราะเขาคิดว่านั่นดีกับทีม ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อในซีซั่นใหม่


จบลงไปแล้วสำหรับ แนวโน้ม พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 ตอนที่ : 2 ถ้าอยากอ่าน บทความฟุตบอล สถิติบอล ข่าวบอล ที่น่าสนใจ ติดตามได้ทาง : www.michelleobamawatch.com

Be the first to comment

Leave a Reply