ที่สุด 5 นักเตะ ดั่งเทพตกสวรรค์! เก่งได้ ตกนรกได้ และเก่งอีกรอบ “ก็” ได้

กราฟชีวิตของ นักเตะ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดร่วมที่คล้ายๆ กันหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นเด็กตะกายดาวสร้างชื่อ แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ปิดท้ายด้วยค่อยๆ บุบสลายไปตามกาลเวลา

บางคน Timeline ชีวิตอาจสลับที่สลับทางนิดหน่อย อาทิเช่น เจมี่ วาร์ดี้ , ดาบิด บีย่า , ริคกี้ แลมเบิร์ต , ลูก้า โทนี่ , โอลิเวอร์ เบียโฮฟฟ์ , จิมมี่ บูลลาร์ด ที่ก้าวไปสู่จุดท๊อปฟอร์มได้สุดๆ ตอนแก่

ยังมีกลุ่มนักเตะอีกแบบอย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ , ปีเตอร์ เคร้าช์ , เจสซี่ ลินการ์ด , ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ , มาร์โก มาเตราซซี่ หรือ เจนนาโร่ กัตตูโซ่ ที่ตอนวัยหนุ่มๆ ดูไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวสักเท่าไหร่ แต่พอพัฒนาไปพัฒนามา นักเตะเหล่านี้กลับทำได้ดีกว่าที่หลายๆ คนคาดเอาไว้เยอะมาก

นักเตะบางคนตอนเป็นดาวรุ่งโคตรเก่ง ถูดคาดหมายไว้ใหญ่โตอลังการณ์ แต่สุดท้ายกลับไม่ไปถึงจุดที่ทุกคนคาดหวัง อาทิเช่น รอยสตัน เดรนเธ่ , มาร์คุส เบิร์ก หรือ เฟร็ดดี้ อาดู

จังหวะชีวิตของคนนั้นไม่เหมือนกัน…..บางคนมาเร็ว บางคนมาช้า บางคนเหมือนจะดี แต่ก็ไม่ดี ขณะที่บางคนตอนแรกเหมือนไม่เวิร์ค แต่สุดท้ายกลับเซอร์ไพรซ์เราให้อ้าปากค้างได้

อย่างไรก็ตาม มันมีทฤษฏีหนึ่งที่ค่อนข้างสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติความจริงมากๆ นั่นก็คือ ผู้เล่นคนไหนก็ตามที่ขึ้นสู่จุดสุดยอดของอาชีพไปแล้ว และฟอร์มดิ่งลงมาถึงจุดตกต่ำแล้ว “เกือบร้อยทั้งร้อย” พวกเขาเหล่านี้จะไม่สามารถหวนกลับไปท๊อปฟอร์มเหมือนเมื่อก่อนได้อีก

โดยเฉพาะถ้าคุณสถาปนาตัวเองขึ้นระดับ เวิลด์คลาสส์ ไปแล้ว หากฟอร์มคุณถดถอยลงมา คุณก็อย่าได้ฝันว่าจะเรียกช่วงเวลาอันหอมหวนกลับมาได้อีกรอบ

นั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่มันก็มีผู้เล่นบางคนเช่นกัน ที่ฝืนกฎธรรมชาติเหล่านี้ได้อย่างเหลือเชื่อ พวกเขาเหล่านี้คือผู้เล่นที่เราต่าง “เคย” ครหากันว่าเสื่อมหมดสภาพแล้ว แต่สุดท้ายมันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น

และนี่คือการจัดอันดับที่สุดของ 5 แข้ง ที่สามารถสัมผัสกับฟอร์มระดับ เวิลด์คลาสส์ ของตัวเองได้ถึง 2 ครั้ง 2 คราในชีวิต

นักเตะ ท๊อปฟอร์มที่เคยหมดสภาพ ก่อนจะคืนชีพสู่จุดสูงสุดได้อย่างภาคภูมิ

  1. แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์

 จอมทัพมันสมองทีมชาติสกอตแลนด์ คือแข้งที่แฟนๆ ทุกคนประจักษ์ถึงพิษสงตั้งแต่สมัยวัยรุ่น โดยถือเป็น 1 ในขุนพลสำคัญของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ชุดคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 เดิม ซึ่งแม้กระทั่งอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง เอริค คันโตน่า ยังซูฮกให้ แม็คอัลลิสเตอร์ เป็นแข้งที่ฝีเท้าร้ายกาจที่สุดเท่าที่ตนเคยร่วมทีมมาในชีวิต

ในช่วงที่ควรจะเป็นโค้งสุดท้ายของชีวิต แม็คอัลลิสเตอร์ ตัดสินใจย้ายไปซบตักทีมเล็กๆ อย่าง โคเวนทรี ซิตี้ พาทีมหนีตกชั้นไปตามประสา แต่แล้ว! อยู่ดีๆ ลิเวอร์พูล ก็หยิบยื่นโอกาสให้ “แกรี่แม็ค” กลับมาเล่นฟุตบอลระดับสูงอีกครั้งในวัย 35 ซึ่งแทบไม่มีใครสักคนเชื่อน้ำยาของแข้งรายนี้ว่าจะช่วยเหลืออะไร “หงส์แดง” ได้ แต่มิดฟิลด์หัวล้านเลือด “ตาร์ตัน” กลับตบหน้าทุกคนด้วยฟอร์มการเล่นอันเหนือชั้น ยิงประตูสำคัญลูกแล้วลูกเล่า พาทีมคว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ และได้รับการยกย่องว่าคือแข้งที่มีอิทธิพลสำคัญต่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในเวลาต่อมาเป็นอย่างยิ่ง

2. เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์

 ผู้รักษาประตูก้านยาวทีมชาติฮอลแลนด์ สร้างชื่อดังเป็นพลุแตกในยุคที่พา อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม คว้าแชมป์ยุโรปในช่วงกลางยุคทศวรรษที่ 90 จนได้รับการคาดหมายว่าจะสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นมือกาวระดับโลกในระยะยาว เห็นได้จากการที่เจ้าตัวเซ็นสัญญาย้ายไปซบตักโคตรทีมของ เซเรีย อา อย่าง ยูเวนตุส ในปี 1999

จากชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์สุดขีด ชีวิตของ ฟาน เดอร์ ซาร์ กลับพุ่งสู่จุดตกต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ ภายหลังจากที่โชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลยในถิ่น เดลเล่ อัลปิ จนอนาคตก็ดับวูบจากการย้ายเข้ามาของเจ้าหนุ่ม จานลุยจิ บุฟฟ่อน นั่นทำให้ ฟาน เดอร์ ซาร์ ต้องเก็บข้าวของไปอยู่ ฟูแล่ม ในศึก พรีเมียร์ลีก และเฝ้าเสาที่นี่นานไปถึง 4 ฤดูกาล จนไม่มีใครคิดว่าจะกลับมาเล่นทีมใหญ่ได้อีก แต่อยู่ดีๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ตัดสินใจดึงไปร่วมทัพ ซึ่ง “น้าซาร์” ก็ระเบิดฟอร์มเซฟเป็นพัลวัน ยิ่งแก่ยิ่งเหนียว พา “ปีศาจแดง” คว้าแชมป์ไม่หยุดหย่อน จนได้รับการยกย่องว่าคือโกล์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต่อจากยุค ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล

3. นิโคล่าส์ อเนลก้า

 อดีตเด็กวันเดอร์คิดของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมงต์ เริ่มสร้างชื่อได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ตอนย้ายไป อาร์เซน่อล ชุดดับเบิ้ลแชมป์หนแรกของ อาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งได้เปิดทางให้เจ้าตัวย้ายไปซบตักทีมยักษ์ใหญ่ของ สเปน อย่าง เรอัล มาดริด เมื่อปี 1999 แต่ฟอร์มของ อเนลก้า ก็ค่อยๆ หดหายไปจากนิสัยเสียนอกสนาม ซึ่งทำให้เจ้าตัวดับสนิทในถิ่น ซานติอาร์โก เบร์นาเบว ต้องระหกระเหินย้ายกลับไปอยู่ “เปแอสเช”

หลังจากนั้น อเนลก้า มีโอกาสย้ายไปพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเองกับ ลิเวอร์พูล แบบยืมตัว โดยถึงแม้จะโชว์ฟอร์มได้พอโอเค แต่ “หงส์แดง” ก็ไม่กล้าที่จะเซ็นถาวร เนื่องจากหวั่นเกรงชื่อเสียงความเป็นเด็กเกเรของแข้งรายนี้ นั่นทำให้ อเนลก้า ต้องย้ายไปอยู่ แมนฯ ซิตี้ ในยุคที่ยังไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่ ต่อด้วย เฟเนร์บาห์เช่ และ โบลตัน จนผู้คนแทบลืมไปหมดแล้ว แต่ด้วยฟอร์มของเจ้าตัวกับ “เดอะ ทร็อตเตอร์” ที่ค่อนข้างโดดเด่น นั่นก็ทำให้ เชลซี ตัดสินใจเสี่ยงดึงตัวไปร่วมทัพ ซึ่งคราวนี้ อเนลก้า ไม่ปล่อยโอกาสของตัวเองให้หลุดลอยอีกต่อไป จัดการทะลวงประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำ พาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย และ เอฟเอ คัพ อีก 2 ครั้ง กลับคืนฟอร์มสุดยอดส่วนตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ

4. เซอร์ดาน ชากิรี่

 แข้งไซส์มะขามป้อมทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ เริ่มถูกพูดถึงตั้งแต่สมัยที่เล่นให้ บาเซิ่ล ด้วยเชิงบอลที่สวยงามจัดจ้าน และนั่นก็ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค เซ็นสัญญาคว้าตัวไปร่วมทัพ โดยถึงแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นตัวจริงทุกเกม แต่ ชากิรี่ ก็มีส่วนร่วมกับ “เสือใต้” อยู่เรื่อยๆ และถือเป็น 1 ในขุมกำลังชุดคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ของ จุ๊ป ไฮน์เก้ส ซึ่งด้วยความอึดอัดที่ไม่ได้เป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ ชากิรี่ ตัดสินใจย้ายไปอยู่ อินเตอร์ มิลาน ในเวลาต่อมา

แต่แทนที่จะได้ลงเล่นบ่อยกว่าเดิม ชากิรี่ กลับทำฟอร์มเก่งของตัวเองหายไป จนต้องลดระดับไปเล่นให้ สโต๊ค ซึ่งก็ไม่ได้โชว์ผลงานขั้นเทพอะไรมากมาย แถมยังอยู่ในทีมชุดร่วงตกชั้นอีกต่างหาก แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูเหมือนจะเห็นศักยภาพบางอย่างของ “ชาร์ค” ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมทัพ ขณะที่สาวก “เดอะ ค็อป” ก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นักว่า ชากิรี่ จะแย่งตำแหน่งแนวรุกอันจัดจ้านที่ “หงส์แดง” มีอยู่ได้ แต่ ชากิรี่ ก็พิชิตใจแฟนบอลด้วยลีลาอันเหลือร้าย และโผล่มาแอสซิสต์พร้อมยิงประตูสำคัญให้กับทีมได้ตลอด ปลุกฟอร์มเทพเก่าๆ ของตัวเองกลับมาได้อย่างสวยงาม

  1. เวสต์ลี่ย์ สไนจ์เดอร์

 

จอมทัพร่างเล็กชาวดัตช์ ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในสมัยที่อยู่กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม โดยได้เล่นอยู่ในลีก เอเรดริวิซี่ แค่ 5 ฤดูกาล แล้วก็ถูกทีมอภิมหาเศรษฐีอย่าง เรอัล มาดริด ดึงตัวไปร่วมทัพกับแข้งระดับโลกคนอื่นๆ ทันที พร้อมได้รับเสื้อหมายเลข 23 ซึ่งเป็นเบอร์เก่าของ เดวิด เบ็คแฮม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเบอร์ 10 ในเวลาต่อมา

ในเรื่องของฟอร์มการเล่น สไนจ์เดอร์ รวมๆ แล้วต้องบอกว่าน่าผิดหวังมากกับ “ราชันชุดขาว” จนแปรสภาพกลายเป็นแข้งดาดๆ ที่ไม่มีใครเชื่อมือว่าอยู่ในเกรด เวิลด์คลาสส์ อีกต่อไป เจ้าตัวตัดสินใจย้ายออกไปซบตัก อินเตอร์ มิลาน ในปี 2009 แบบที่ไม่มีใครคาดหวังมากมาย แต่ สไนจ์เดอร์ กลับตอบแทนด้วยฟอร์มการเล่นอันน่าอัศจรรย์ กลับมาสถาปนาตัวเองกลายเป็นจอมทัพระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยมีผลงานเด่นเป็น ทริปเปิ้ลแชมป์ ปี 2010 และเฉี่ยวคว้ารางวัลส่วนตัวอย่าง บัลลงดอร์ ไปนอดเดียวเท่านั้น

นั่นคือนิยามของ 5 นักเตะ ที่เรามองว่าเคยโชว์ฟอร์มก้าวขึ้นไปสูงเสียดฟ้า ก่อนตกกระแทกพื้นดินอย่างเจ็บปวด แต่แล้วพวกเขากลับสามารถปัดฝุ่นคัมแบ็คกลับไปนั่งบนบัลลังค์ชั้นบนสุดได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งไม่ใช่วัฏจักรธรรมชาติทั่วไปของพ่อค้าแข้งที่เราเห็นกันได้บ่อยนั่นเองครับ 

 

 

Be the first to comment

Leave a Reply