5 คำสบประมาท ดิสเครดิต คล็อปป์ หลังรับคุมทัพ หงส์แดง

5 คำสบประมาท ดิสเครดิต คล็อปป์ มันเป็นทฤษฏีจากคนนอกบางกลุ่มที่มีความเชื่อว่าอาณาจักร แอปเปิ้ล นั้นจริงๆ ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เพราะ สตีฟ วอซเนี้ยค เพื่อนสนิทผู้ร่วมอุดมการณ์ในวัยหนุ่ม….บ้างก็ว่า วอซเนี้ยค มีความเป็นอัจฉริยะมากกว่า สตีฟ จ๊อบส์ หลายเท่า

ที่หนักกว่านั้น ก็คือคำกล่าวที่ว่า สตีฟ จ็อบส์ อันที่จริงแล้ว เป็นเหมือนแค่เซลส์แมน! ที่ขายของเก่ง พูดเก่ง พรีเซนต์เก่ง อีกทั้งยังมีเสน่ห์ชวนหลงไหล แต่เขาไม่ได้มีส่วนในงานประดิษฐ์หรือการปฏิวัติเทคโนโลยีแห่งโลกคอมพิวเตอร์ขนาดนั้น

เป็นข้อสงสัยที่คล้ายๆ กับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อ Facebook เรื่องการเป็นหัวขโมยไอเดียการสร้างสังคมออนไลน์จากรุ่นพี่ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย

ทั้ง ซัคเคอร์เบิร์ก และ สตีฟ จ็อบส์ (ผู้ล่วงลับ) นั้นเป็นคนดีศรี “มะกัน” แค่ไหน เราคงไม่รู้นะครับ แต่การดิสเครดิต 2 คนนี้ ด้วยสมมุติฐานข้างต้น คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แน่ๆ

โลกของฟุตบอลก็มีหลายๆ คนที่เคยโดนดิสเครดิต ถ้าเอาชัดๆ ในช่วงหลัง ก็คงเป็น อาร์แซน เวนเกอร์ ที่ผลงานสารวันเตี้ยลงๆ ตอนโค้งสุดท้ายของอาชีพ – หลายๆ คนก็ฟันธงฉับว่า เวนเกอร์ คือโค้ชที่ห่วยแตก

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แปรสภาพจากโค้ชหนุ่มราศีจับ กลายเป็นกุนซือดาดๆ ทันทีที่เขาพา ลิเวอร์พูล ทำผลงานโดดบันจี้จั้มลงเหว คล้อยหลังจากที่เคยเฉียดการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สุดๆ ในซีซั่นก่อนหน้านี้ พร้อมมีเสียงแขว่ะต่อว่า หลุยส์ ซัวเรซ ต่างหากที่ทำให้ “หงส์แดง” เกือบคว้าถ้วยตอนนั้น

คือสรุปกันง่ายๆ แบบนั้นเลยว่า เวนเกอร์ ห่วย! – ร็อดเจอร์ส ห่วย! ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วพวกเขาก็ทำได้ดีในหลายๆ ช่วงเวลา บางเรื่องก็อาจพลาด อาจจะไม่ดีพอ แต่คงไม่ใช่การที่เราไปริบความดีความชอบทุกอย่างจากพวกเขาเสียหมด

กับช่วงเวลาปัจจุบัน เมื่อเราหันมามองดู เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ ลิเวอร์พูล เราจะเห็นความจริงหนึ่ง

เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นกุนซืออีก 1 คน ที่เคยถูกแฟนบอลหลายๆ กลุ่ม ทั้งจากทีมอื่นและแฟนๆ ของ ลิเวอร์พูล เอง – จัดการดิสเครดิตไปเยอะมาก นับตั้งแต่ตบเท้าเข้ามาทำงานที่ถิ่น แอนฟิลด์

ณ ช่วงเวลาหนึ่งไม่นานสักเท่าไหร่ เขาเคยแปรสภาพจากเทรนเนอร์ผู้ปราดเปรื่องที่พา ดอร์ทมุนต์ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นโค้ชจอมเพี้ยน ที่พา “หงส์แดง” โชว์ทึ่มบ่อยได้อย่างน่าตลกขบขัน

พวกเราบางคนเคยครหา เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ ลิเวอร์พูล ไว้ว่ายังไงบ้าง ? วันนี้เราจะย้อนเวลากลับไปไล่ดู 5 ข้อใหญ่ๆ ที่เคยถูกพูดถึงกัน

 

  1. กุนซือไร้มิติ เล่นบอลได้แค่แท็คติกเดียว  

5 คำสบประมาท ดิสเครดิต คล็อปป์

เสียงก่นด่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ คล็อปป์ เข้ามากุมบังเหียน “เร้ด แมชชีน” ได้สักพักหนึ่ง เขานำเอาสปิริตอันยอดเยี่ยมกลับมา สร้างบรรยากาศที่ดี มีจิตวิทยาปลุกเร้าที่ดี แต่แล้วยังไงล่ะ….เพราะหลังจากนั้น แข้ง “หงส์แดง” ก็เหมือนเจอกับภาวะตีบตัน เหมือนหาทางไปต่อไม่ได้ วิ่งเยอะ ทุ่มเทเยอะ แต่ไร้ประสิทธิภาพ บุกเยอะ ลุยใส่คู่แข่งไม่ยั้ง แต่ทว่าเจาะไม่เข้า

นั่นทำให้เกิดเสียงครหาขึ้นทันทีว่า คล็อปป์ เป็นโค้ชที่มีแผนหน้าเดียว แก้เกมไม่เป็น มีแค่แท็คติกเดินหน้า บุก บุก บุก ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา จนเป็นเหตุให้เสียท่าแก่ทีมรองบ่อนเป็นประจำ แต่มันไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้วในวันนี้! เพราะ ลิเวอร์พูล ของ คล็อปป์ 2018 แสดงให้เห็นถึงแผนการเล่นที่ยืดหยุ่นหลากหลาย พร้อมเล่นปลอดภัยรักษาสกอร์ได้ , ดึงช้าได้ เลือกจังหวะการเล่นได้ตามที่ต้องการ

2. ดื้อเกินเหตุ จะซื้อแต่ตัวที่อยากได้ ไม่มีตัวเลือกสำรอง

เหตุการณ์นี้เด่นชัดมากตอนเคส เวอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่ทาง คล็อปป์ นั้นอยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสุดๆ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ที่ผู้สังเกตการณ์หลายๆ คนไม่ปลื้มเท่าไหร่ก็คือ คล็อปป์ ดันไม่มีแผนสำรองเอาไว้เลยในกรณีที่พลาดตัว โดยกุนซือ “เฮฟวี่เมทั่ล” ไม่เลือกที่จะซื้อใครเข้ามาแทนเลย แต่ยอมที่จะรอจีบอีกครั้งในช่วงเปิดตลาดเดือน ม.ค. ทั้งๆ ที่ก็มีกองหลังรายอื่นๆ ที่น่าสนใจเพียบ อาทิเช่น เดอ ฟราย , เบน มี , คูลิบาลี่ และอื่นๆ

กว่าจะผ่านไปครึ่งฤดูกาล ตอนนั้น ลิเวอร์พูล ก็ป้อแป้เสียประตูเป็นเข่งไปแล้ว และทำแต้มหล่นไปเพียบจนโดนด่าไปทั่วทุกสารทิศว่านี่ไงล่ะ! คนทั้งโลกแม่งรู้ว่า ลิเวอร์พูล ต้องซื้อกองหลังเพิ่ม แต่ทำไม คล็อปป์ มันไม่รู้วะ ? และมันไม่ใช่แค่ ฟาน ไดค์ คนเดียว เพราะแข้งตัวอื่นๆ อย่าง นาบี เกอิต้า หรือ ซาล่าห์…..คล็อปป์ ก็พร้อมที่จะอดทนรออย่างใจเย็น ไม่เคยนอกใจ ไม่เมียนมองแข้งเนื้อหอมรายอื่นๆ ประหนึ่ง ผัวที่ซื่อสัตย์ในเมียอย่างสุดติ่ง

มาถึงวันนี้ ผลของการรอแข้ง 1 เดียวที่ต้องการในดวงใจของ คล็อปป์ นั้นเป็นยังไง เราคงไม่ต้องพูดถึง!

3. เกเก้น เพรซซิ่ง ดีแต่วิ่ง และใช้ไม่ได้ผลกับบอลอังกฤษ

อะไรคือ เกเก้น เพรซซิ่ง ? พวกเราหลายๆ คนก็เพิ่งรู้จักมันตอนที่ คล็อปป์ บอกนั่นแหล่ะ โดยคร่าวๆ ก็คือมันเป็นการวิ่งบีบพื้นที่ ไล่กดดันคู่แข่งให้เสียบอลในแบบหนึ่ง! แต่ในช่วงแรกๆนั้น บอลเพรซซิ่งของ ลิเวอร์พูล แทบจะใช้ไม่ได้ผลเลย เนื่องจากความเข้าใจของผู้เล่นยังไม่คลิ๊กกัน ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่ามันจะมีวันที่คลิ๊กกันมั้ยด้วยซ้ำ วิธีการเล่นของ ลิเวอร์พูล ในยุค คล็อปป์ แถวๆ ฤดูกาลที่ 2 จึงดูขาดความสมดุลสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น หลังลอย , เช็คล้ำหน้าพลาด , แดนกลางไล่บี้ไม่จน , โดนแทงทะลุทีเดียวหลุดเป็นช่องเบ่อเริ่ม , ฟูลแบ็คยืนตำแหน่งผิดพลาด , และกองกลางตัวรับที่เหมือนไม่มี!

ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่กลางซีซั่นที่แล้ว ผู้เล่นทัพ “หงส์แดง” เริ่มเข้าใจในแนวคิดของ เกเก้น เพรซซิ่ง ทำให้ทุกคนเริ่มเล่นได้เข้าขากันมากขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ซึ่งแม้พวกเขาจะยังไม่ถึงขั้นทำได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่มันก็ดีกว่าที่หลายๆ คนเคยด่าเอาไว้ก่อนหน้านี้เยอะ

4. ไม่มี บูวัช ก็เหมือนเสือไม่มีเขี้ยว

เสียงครหานี้เริ่มขึ้นในรอบน็อคเอาท์ที่ ลิเวอร์พูล พบ โรม่า เมื่อซีซั่นก่อน ภายหลังจากที่ เซลจ์โก้ บูวัช เจ้าของสมยานาม “เดอะ เบรน” ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับ คล็อปป์ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะแบบฟ้าผ่า ไม่มีเพื่อนคู่คิดข้างกายอีกต่อไป

สำหรับคนที่เป็นแฟน ลิเวอร์พูล จะทราบดีว่า บูวัช ถือเป็นสต๊าฟฟ์ที่มีอิทธิพลสำคัญยิ่งต่อ คล็อปป์ ในเรื่องของไอเดียและการวางระบบ ซึ่งนั่นนับรวมไปถึง เกเก้น เพรซซิ่ง ด้วย ที่ บูวัช เคยถึงขั้นค่อยๆ ใช้เวลาจับผู้เล่นแต่ละคนไปยืนตามจุดพื้นที่ต่างๆ ให้เป๊ะตามที่ต้องการ นั่นทำให้ คล็อปป์ ต้องโซโล่ลุยเดี่ยว โดยมี ปีเตอร์ คราเวียตซ์ คอยสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และมันก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหล่ะ! เพราะถ้าหากกุนซือคนหนึ่งจะใบ้รับประทาน ไปต่อไม่เป็นเพราะไร้เงาผู้ช่วยของตนเอง เขาคนนั้นก็ไม่ดีพอที่จะเป็นกุนซือหรอก จริงมั้ยครับ!

5. กองหลังง่อย ไม่มีทางดีกว่านี้ได้

มันไม่ใช่แค่ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ว่า ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มักจะมีแผงกองหลังห่วยแตกมาเกือบทุกยุคทุกสมัย จะมีแค่บางยุคเท่านั้นอย่าง ฮูเปียร์ , อองโช หรือ คาราเกอร์ ที่พอไปวัดไปวาได้ ซึ่งในยุคของ คล็อปป์ มันก็ไม่ได้สวยงามเลยสักนิดในตอนแรก เพราะแข้งอย่าง สเคอร์เทล , ลอฟเรน , คลาวาน หรือ โมเรโน่ ไม่มีใครที่เล่นได้เรื่องเลยสักคน แถมยังมักสร้างวีรกรรมน่าหัวร่อด้วยการชอบพลาดลูกง่ายๆ และขยันเสียประตูในช่วงท้ายเกมตลอดจนเสมือนเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

แม้กระทั่ง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่ปัจจุบันผันตัวไปเป็นกูรูทางช่องสกาย ยังเคยหล่นวาทะเอาไว้เมื่อช่วง ม.ค. ว่า การเซ็น ฟาน ไดค์ เข้ามากลางฤดูกาลเพียงคนเดียว มันไม่มีทางที่จะทำให้แนวรับของ “หงส์” ทั้งแผงดูดีขึ้นได้ในพริบตา! จริงๆ แล้วนั่นก็ฟังดูมีเหตุผลเลยนะครับ เพราะ คล็อปป์ ควรจะเซ็นกองหลังมามากกว่านั้น แต่แล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เพราะ ฟาน ไดค์ หัวเดียวกระเทียมลีบ ดันสามารถยกระดับแบ็คโฟร์ของ ลิเวอร์พูล ขึ้นมาได้ทั้งแผงซะงั้น! และแปรสภาพกลายเป็นทีมหลังเหนียวหนึบเบอร์ต้นๆ ของลีก แถมเขายังทำให้ผู้เล่นทุกๆ คนที่อยู่รอบตัวเขาอย่าง โรเบิร์ตสัน , ลอฟเรน , มาติป และล่าสุดกับ โจ โกเมซ โชว์ฟอร์มได้หรูหราอย่างเหลือเชื่อ ไม่ต่างอะไรกับยามที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อัพเลเวลผู้เล่น เลสเตอร์ , เชลซี และทีมชาติฝรั่งเศส ขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

กับสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้ เท่ากับว่า คล็อปป์ เหลือ “ข้อครหาสุดท้าย” เพียงข้อเดียวให้เขาต้องพิสูจน์

เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ เพื่อลบข้อครหาทุกอย่างทิ้งให้ได้โดยสมบูรณ์ครับ 

Be the first to comment

Leave a Reply