รู้จัก เมาริซิโอ ซาร์รี่! จาก พนักงานแบงค์ สู่ นายใหญ่ สิงห์

เมาริซิโอ ซาร์รี่

เมาริซิโอ ซาร์รี่ กำลังจะได้มาทำงานที่กรุง ลอนดอน อย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 แต่มันจะเป็นครั้งแรกที่เขามาในฐานะของผู้จัดการทีมฟุตบอล!

เมาริซิโอ ซาร์รี่ จากพนักงานแบงค์ สู่นายใหญ่ สิงห์

ในขวบวัย 59 ปี ชีวิตของ ซาร์รี่ อาจไม่ได้เคยตกระกำลำบากสุดๆ เหมือนผู้พันแซนเดอร์ ชายผู้ที่ล้มเหลวมา “เกือบ” ทั้งชีวิต ก่อนจะเริ่มต้นขายไก่ทอดและสร้างอาณาจักรของตัวเองได้สำเร็จ – ลุงแก่ๆ คนหนึ่งที่เคยเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีลมหายใจตอนอายุ 65 แต่แปรสภาพกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีระดับพันล้านที่โด่งดังไปทั่วโลกในวัย 85

คน 2 คนที่ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง แต่เริ่มต้นเส้นทางตามฝันได้สำเร็จตอนแก่ในแบบคล้ายๆ กัน

เมาริซิโอ ซาร์รี่ สู่ นายใหญ่ สิงห์

อันที่จริงแล้ว ชีวิตของ ซาร์รี่ ในวัยหนุ่มไม่ได้ห่วยแตกอะไรขนาดนั้น เขาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังด้วยการเป็นนักบอลฝีเท้าดาดๆ ทั่วไป โดยสามารถเล่นได้แค่ลีกสมัครเล่นควบคู่กับการเป็นหนุ่มแบงค์ในออฟฟิศสำนักงานใหญ่ที่ ทัสคานี่ ซึ่งนั่นเปิดโอกาสให้เขาถูกส่งไปทำงานในที่ต่างๆ มากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงซูริค , ลักเซมเบิร์ก , แฟร้งเฟิร์ต รวมไปถึงบ้านของทัพ “สิงห์บลูส์” ที่กรุงลอนดอน ด้วยเช่นกัน

ซาร์รี่ นายใหญ่ สิงห์

แม้จะมีหน้าที่การงานที่เติบโต แต่ถึงกระนั้น ซาร์รี่ ก็ไม่เคยทิ้งความฝันแห่งโลกฟุตบอล เขาดำเนินตารางชีวิตของตัวเองอย่างเคร่งครัดมาตลอดกว่า 20 ปี นั่นก็คือสวมสูทเป็นพนักงานแบงค์ช่วงเช้า และเปลี่ยนชุดไปเตะบอลลีกสมัครเล่นตอนบ่าย จนกระทั่งอายุ 40 เขาเลิกเล่นบอล และหันไปศึกษางานโค้ชอย่างจริงจัง โดยที่โปรแกรมช่วงเช้ายังต้องเข้าออฟฟิศทำงานแบงค์เหมือนเดิม

นั่นไม่เลวเลยสำหรับชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เหมือนเคยต้องควบงาน 2 แห่ง โดยที่ระหว่างทางก็ย่อมต้องถูกทับถมล้อเลียนมามากมายนับ 10 ปี บางทีมันคงเป็นเพราะสวรรค์กำหนดจุดเปลี่ยนชีวิตให้คนแต่ละคนมาไม่เหมือนกัน

ซาร์รี่ จะมีโอกาสสัมผัสรสชาติเผ็ดร้อนของศึก พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะจับงานโค้ชอาชีพให้โลกได้รู้จักอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อปี 2005 กับ เปสคาร่า ใน เซเรีย บี และเพิ่งได้ลิ้มรสการแข่งขันในลีกสูงสุด เซเรีย อา เมื่อปี 2014

ไม่แน่ใจว่า ซาร์รี่ มีการรีเควสอะไรพิเศษๆ ไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า แต่มันดูเหมือนว่า เชลซี คงต้องเตรียมต่อเติมห้องสูบบุหรี่ส่วนตัวไว้ให้เขาเสียแล้ว เนื่องจาก แสตมฟอร์ด บริดจ์ นั้นเป็นรังเหย้าที่ถูกตั้งกฎไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่แบนเหล่าสิงห์อมควัน

รู้จัก เมาริซิโอ ซาร์รี่

สำหรับ ซาร์รี่ ที่ติดบุหรี่หนึบหนับถึงขั้นต้องสูงเป็นซองต่อวัน ทั้งก่อนและหลังอาหาร ทั้งตอนซ้อมและไม่ซ้อม — เขาคงไม่เลิกมันเร็วๆ นี้

คำถามก็คือ แล้ว ซาร์รี่ มีศักยภาพที่จะเข้ามาทำให้ เชลซี ดีขึ้นได้ยังไงบ้างต่อจากยุค คอนเต้ เทรนเนอร์เพื่อนร่วมชาติชาวอิตาเลี่ยน ?

1. คาแร็คเตอร์ – นี่คือจุดที่เด่นมากๆ ของเขาจุดหนึ่ง ซาร์รี่ มีบุคลิกโผงผาง โดยนอกเหนือจากจะดูดบุหรี่ไม่แคร์สายตาเยาวชนที่ข้างสนามแล้ว เขายังพร้อมต่อปากต่อคำกับคู่กรณีของเขาทุกราย ไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่เคยด่าสาดโคลนกันดิบๆ จนโดนปรับเงินอาน 20,000 ยูโร พ่วงกับโดนแบนห้ามคุมทีมข้างสนาม 2 นัด พร้อมกันนี้ ซาร์รี่ ยังเคยชูนิ้วกลางใส่แฟนๆ ระกับ อุลตร้า ของ ยูเวนตุส ในช่วงก่อนเกมการแข่งขันมาแล้ว

2. แท็คติก – เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าหาก ซาร์รี่ มาจริงๆ รับรองได้เลยว่า เชลซี จะแปรสภาพกลายเป็นทีมที่เล่นเกมรุกอย่างบ้าคลั่ง เน้นบอลเท้าต่อเท้าที่รวดเร็วเร้าใจมากขึ้น ซึ่งสไตล์การคุมทีมของ ซาร์รี่ นั้นโดดเด่นถึงขั้นที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยเอ่ยปากซูฮกว่าคือทีมคู่แข่งที่โหดที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญหน้ามาทั้งชีวิต

3. ความสัมพันธ์กับลูกทีม – ถึงแม้จะเป็นคนเถรตรง แต่ถึงกระนั้น ซาร์รี่ นับเป็นโค้ชที่พร้อมจะกางแขนปกป้องลูกทีมตัวเองอยู่เสมอ และเป็นทีมรักในห้องแต่งตัว แม้กระทั่ง กอนซาโล่ อิกวาอิน ก็ยังยกให้ ซาร์รี่ เป็นโค้ชที่เก่งกาจที่สุดในโลก และคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ “เอล ปิปิต้า” ยอมอยู่รับใช้ทัพ “เนเปิ้ล” ต่อ 1 ฤดูกาล ก่อนที่จะย้ายไปซบตัก ยูเว่ ในปีต่อมา

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ซาร์รี่ จะรักษามาตรฐานของ เชลซี ให้อยู่ในจุดเดิมได้สำเร็จเป็นอย่างน้อย และจะสามารถโน้มน้าวให้นักเตะแกนหลักของทีมอย่าง วิลเลี่ยน , อาซาร์ , กูร์กตัวส์ , มาร์กอส อลอนโซ่ หรือ ก็องเต้ เลือกอยู่รับใช้ทีมต่อไป พ่วงกับการยกระดับฝีเท้านักเตะคนอื่นๆ ภายในทีมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อันเดรียส คริสเตนเซ่น หรือ อัลบาโร่ โมราต้า เหมือนกับที่เขาเคยปั้นให้ ดรีส เมอร์เท่น , จอร์จินโญ่ และ คาลิดู คูลิบาลี่ กลายเป็นแข้งชั้นนำของโลก ณ เวลานี้

นอกเหนือจาก ซาร์รี่ จะต้องเผชิญกับศึกนอกบ้านแล้ว เขายังต้องเตรียมพร้อมรบกับสงครามภายในบ้านอย่าง โรมัน อบราโมวิช และบอร์ดบริหารเช่นเดียวกัน

เชลซี

บางทีนี่อาจเป็นเวลาที่เขาคงต้องเอาประสบการณ์ของอดีตพนักงานแบงค์ในออฟฟิศ มาปรับใช้ในภารกิจครั้งนี้ ดั่งที่เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า…..

“ประสบการณ์ทำงานแบงค์ คือสิ่งที่มีค่ากับผมมาก ผมได้เรียนรู้ถึงคุณค่าขององค์กรณ์ และการตัดสินใจครั้งสำคัญให้เกิดผลดี”

หากทุกอย่างดำเนินไปตามคาด ซาร์รี่ จะต้องตัดสินใจรับมือกับศึกนอกและศึกในทุกๆ ครั้งให้เด็ดขาด เพราะอาชีพโค้ชของ เชลซี นั้นพูดได้เลยว่ามีความแตกต่างกับการเป็นโค้ชในที่อื่นๆ นั่นก็คือคุณจะต้องมีผ่อนหนักผ่อนเบารู้จักหลบหลีกการเมืองภายในได้เป็นอย่างดี

เพราะหากทำไม่สำเร็จเหมือนกับตอนที่เคยแตกหักกับ ออเรลลิโอ เดล ลอเรนติส เจ้านายเก่าที่ นาโปลี แล้วล่ะก็! ชื่อของ ซาร์รี่ ก็คงเป็นเหมือนลมที่ผ่านมาแล้วผ่านไปด้วยความรวดเร็วเหมือนๆ กับที่ สโคลารี่ , คอนเต้ , ดิ มัตเตโอ หรือ ราฟา เบนิเตซ เคยประสบชะตากันมาแล้วครับ


ติดตาม บทความ ข่าวบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ที่ www.michelleobamawatch.com

Be the first to comment

Leave a Reply